เลือกโรงเรียนอย่างไรดี
ครูไทย vs ครูญี่ปุ่น
หนังสือเรียนเล่มไหนดี
อักษรญี่ปุ่นมีกี่แบบ
ฮิรากานะ vs โรมันจิ
คันจิมีกี่ตัวต้องจำกี่ตัว
จำเป็นต้องเรียนคันจิไหม
นานไหมกว่าจะพูดได้
เรียนเมืองไทย vs เรียนที่ญี่ปุ่น
สอบวัดระดับคืออะไร
สอบผ่านแล้วได้อะไร
ภาษาญี่ปุ่น vs ภาษาจีน


โฮคุโตะอยู่ที่ไหน
โฮคุโตะใช้หนังสืออะไร
อาจารย์คนญี่ปุ่นหรือไทย
เรียนคอร์สละกี่คน
สอนคันจิหรือเปล่า
สอนแบบโรมันจิหรือเปล่า
มีคอร์สนทนาไหม
กี่คอร์สจึงจะสอบวัดระดับได้
เคยเรียนมาแล้วเรียนได้ไหม
ออกใบรับรองให้ไหม



 





ควรเลือกโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นอย่างไร?

คำถามนี้เป็นคำถามที่สามารถตอบได้หลากหลายเพราะเหตุผลของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เช่น

 เพราะว่า โรงเรียนมีชื่อเสียง ได้ข่าวว่าอาจารย์สอนดี
 เพราะว่า ราคาค่าเล่าเรียนถูก ถ้าเรียนหลายคอร์สแพงไปก็จ่ายไม่ไหว
  เพราะว่า สถานที่สะดวกสบาย ใกล้บ้าน
  เพราะว่า เพื่อนแนะนำ เพราะถ้าไม่ดีคงไม่แนะนำ
 เพราะว่า เพื่อนชวนไป ไปก็ไปไม่คิดอะไรมาก
 เพราะว่า ดูแล้วบรรยากาศดีน่าเรียน
  เพราะว่า อาจารย์หรือพี่ประชาสัมพันธ์น่ารัก

ก่อนอื่นนักเรียนควรรู้วัตถุประสงค์ในการเรียนของตนเองก่อนว่า ต้องการเรียนภาษาไปเพื่ออะไร

เพื่อให้พูดได้
เพื่อเอาไปใช้สอบ
เพื่อเพิ่มศักยภาพของตนเองอีกหนึ่งอย่าง
หรือ... ดีกว่าอยู่เฉยๆ


ถ้าถามใจตนเองได้แล้ว ที่เหลือคงเป็นการหาข้อมูลของโรงเรียนภาษาต่างๆ ว่า โรงเรียนนั้นๆมีคอร์สที่ตรงกับวัตถุประสงค์ของเราหรือเปล่า

คุณภาพเป็นสิ่งแรกที่ควรคำนึงถึง แต่บางครั้งสิ่งนี้อาจจะเป็นสิ่งที่ยากที่สุดก็ได้ตราบใดที่ไม่เคยไปลองเรียนดูก่อน

ดังนั้น นักเรียนควรหาข้อมูลจากเพื่อนๆที่เคยไปเรียน ถ้าไม่ได้พยายามยิงคำถามใส่ทางโรงเรียนให้มากที่สุด แล้วใช้ข้อมูลนั้นเป็นตัวประเมิน เช่น

มีคอร์สอะไรบ้าง แต่ละคอร์สแตกต่างกันอย่างไร
คนญี่ปุ่นหรือคนไทยสอน
ถ้าเป็นอาจารย์คนญี่ปุ่น อาจารย์พูดภาษาไทยได้ไหม
เรียนคอร์สละกี่คน
ราคาเท่าไร
เรียนกี่คอร์สจึงจะพูดได้ แล้วพูดได้แค่ไหน
เรียนแล้วนำไปใช้อะไรได้บ้าง
มีกิจกรรมอะไรในห้องเรียนบ้าง

ปัจจัยสำคัญที่ช่วยในการตัดสินใจอีกอย่างคือ ค่าเล่าเรียน ราคาคอร์สของแต่ละโรงเรียนจะเป็นเท่าไรนั้นเป็นเหตุผลทางธุรกิจ

บางโรงเรียนอาจจะ ถูก เพราะอยากให้เด็กมาเยอะๆ
บางโรงเรียนอาจจะ คิดแพง เพราะว่าเชื่อมั่นในคุณภาพของหลักสูตรตัวเอง
บางโรงเรียน ต้องคิดแพง เพราะค่าใช้จ่ายที่ลงทุนไปสูง เช่น ค่าตกแต่งสถานที่

มีเหตุผลมากมายในการเลือกสถานที่เรียน แต่... โรงเรียนที่หลายๆคนคิดว่าน่าเรียนคือ โรงเรียนที่


การเรียนภาษากับเจ้าของภาษาดีหรือเปล่า?

การเรียนภาษาสิ่งที่ผู้เรียนต้องการมากที่สุดคือ

แล้วถ้าเป็นไปได้ ก็คงอยากพูดให้ได้

ดังนั้นแนวโน้มการเรียนภาษาในปัจจุบันจึงไม่ใช่แค่เพียงเพื่อให้ พูดได้ ฟังได้ อ่านรู้เรื่องเท่านั้น แต่จะเน้นไปทางสำเนียงที่ถูกต้องด้วย

การเรียนกับเจ้าของภาษา
จุดดี
จุดเสีย
- ได้ฟังสำเนียงที่ถูกต้อง
- ปัญหาเรื่องการสื่อสารระหว่างอาจารย์กับนักเรียน


การเรียนกับอาจารย์คนไทย
จุดดี
จุดเสีย
- การอธิบายไวยากรณ์เข้าใจง่าย
- ถามง่ายฟังรู้เรื่อง
- ถ้าเจออาจารย์สำเนียงไม่ดีสำเนียงจะเพี้ยนตั้งแต่แรก



ในเรื่องของการออกเสียง ความเป็นธรรมชาติของภาษา ความเหมาะสมในการใช้คำต่างๆ อิริยาบทท่าทางในการแสดงออก แน่นอนว่าการได้เรียนกับเจ้าของภาษาเป็นสิ่งที่นักเรียนทุกคนปรารถนา

ถ้าเจ้าของภาษาคนนั้นเป็น อาจารย์ที่สอนด้านภาษาโดยตรง หรือว่า มีประสบการณ์ในการสอนภาษาให้กับคนต่างชาติมานาน มีเทคนิคการสอนที่ดี ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่....ก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป


อาจารย์คนญี่ปุ่น สอนเก่ง พูดไทยเก่ง ก็มีเยอะ
อาจารย์คนญี่ปุ่น สอนเก่ง แต่ พูดไทยไม่ค่อยได้ ก็มีเยอะ
อาจารย์คนญี่ปุ่น สอนแย่ แถมพูดหรืออธิบายไม่รู้เรื่อง ก็มีเยอะ
อาจารย์คนไทย สำเนียงดี สอนดี ก็มีเยอะ
อาจารย์คนไทย สำเนียงดี แต่ สอนแย่ ก็มีเยอะ
อาจารย์คนไทย สำเนียงก็พอโอเค แต่สอนดีมาก ก็มีเยอะ
อาจารย์คนไทย สำเนียงไม่ดี แถม ยังสอนแย่อีก ก็มีเยอะ

นอกจากนี้ แต่ละโรงเรียนมีแนวคิดหรือข้อจำกัดต่างๆแตกต่างกันไป

บางแห่ง ใช้วิธีสอนโดยเจ้าของภาษาเท่านั้น และ ห้ามอาจารย์พูดหรืออธิบายด้วยภาษาอื่นเป็นอันขาด (Direct Method)

บางแห่ง ใช้วิธีแบ่งแยกเนื้อหา โดยให้อาจารย์คนไทยสอนไวยากรณ์ แล้วให้อาจารย์คนญี่ปุ่นสอนการพูดและสนทนา

บางแห่ง ใช้อาจารย์คนญี่ปุ่นที่พูดภาษาไทยเก่งสอนทั้งคอร์ส

บางแห่ง ใช้อาจารย์คนไทยสอนเท่านั้น

เป็นหน้าที่ของผู้เรียนที่ต้องสอบถามกับทางโรงเรียนแล้วตัดสินใจเองว่า ท่านต้องการแบบไหน

แต่... บางครั้งถึงแม้จะเรียนกับเจ้าของภาษา แต่ถ้า

ไม่พยามยามฝึกพูด
ไม่มีโอกาสพูดในห้องเรียน
ไม่พยายามเลียนแบบอาจารย์
อาจารย์ไม่ช่วยแก้สำเนียงเพี้ยนๆให้

ประโยชน์ในการเรียนกับเจ้าของภาษาอาจจะได้ไม่เต็มที่ก็เป็นได้


ควรใช้หนังสือเรียนเล่มไหนดี

ัหนังสือเรียนภาษาญี่ปุ่นมีมากมาย หนังสือเรียนเล่มไหนดีที่สุด? คำถามนี้ตอบยาก เพราะเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับ

วัตถุประสงค์ของผู้แต่งหนังสือว่า อยากให้ผู้อ่านได้อะไร
ความต้องการของผู้อ่านว่า ต้องการอ่านหนังสือประเภทไหน

ในประเทศญี่ปุ่น องค์กรต่างๆไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่น มหาวิทยาลัยที่มีนักเรียนต่างชาติเรียนอยู่เยอะ ฯลฯ องค์กรเหล่านี้ส่วนมากจะผลิตหนังสือเรียนใช้เอง เช่นเดียวกัน ในประเทศไทยมหาวิทยาลัยหลายๆแห่งที่ใช้หนังสือเรียนที่ผลิตขึ้นเอง หนังสือเหล่านั้นเกิดจาก

ความเชื่อและปรัชญาในเชิงวิชาการ
ประสบการณ์การสอนของบุคลากรในองค์กรนั้นๆ

เหล่านี้กลายเป็นองค์ความรู้ที่รวบรวมเป็นหนังสือให้นักเรียนนักศึกษาได้ใช้กัน

หนังสือบางเล่ม เหมาะสำหรับนักเรียนต่างชาติที่เพิ่งเข้าไปอาศัยในประเทศญี่ปุ่น
หนังสือบางเล่ม เหมาะสำหรับนักเรียนที่ต้องการเน้นบทสนทนา
หนังสือบางเล่ม เหมาะสำหรับนักเรียนที่ต้องการเน้นไวยากรณ์

หนังสือเล่มไหนดีนั้น ท่านต้องถามตัวท่านเองว่า ท่านต้องการหนังสือแบบไหน เพราะหนังสือแต่ละเล่มมีจุดมุ่งหมายแตกต่างกันไป


อักษรญี่ปุ่นมีกี่แบบ

ภาษาญี่ปุ่นมีตัวอักษรอยู่ 3 ชนิด คือ

ฮิรากานะ
(Hiragana)

    ตัวอักษรพื้นฐานที่ใช้ในการเขียนภาษาญี่ปุ่น

คาตาคานะ
(Katakana)
ี่
มีจำนวนเท่ากับฮิรากานะ ส่วนมากจะใช้แสดง คำที่มาจากภาษาต่างประเทศ เช่น ชื่อของคนต่างชาติ คำที่ใช้ทับศัพท์ต่างๆ

คันจิ
    ตัวอักษรจีน (ตัวอักษรที่ญี่ปุ่นยืมมาใช้จากประเทศจีน)


หนังสือที่คนญี่ปุ่นอ่านจะมีตัวอักษรทั้ง 3 ประเภทนี้เขียนอยู่ผสมกันไปแล้วแต่ประเภทของคำ ถ้าต้องการอ่านหนังสือภาษาญี่ปุ่นได้เหมือนคนญี่ปุ่น ต้องจำทั้ง 3 ประเภท

ความยากง่าย

ฮิรากานะ และ คาตาคานะ มีจำนวนเท่ากันคือ ... ฮิรากานะจะจำได้ง่ายกว่าเพราะจะเจอบ่อย ส่วนคาตาคานะเนื่องจากส่วนมากจะใช้กับชื่อเฉพาะต่างๆเช่นชื่อคนต่างชาติ คำศัพท์ของภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาญี่ปุ่น ดังนั้นผู้ที่เพิ่งเรียนภาษาญี่ปุ่น จำได้ช่วงหนึ่งแล้วลืมจึงไม่ใช่เรื่องแปลก

คันจิ น่าจะเป็นตัวอักษรที่ทำให้คนเรียนภาษาญี่ปุ่นรู้สึกว่า ภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาที่ยาก เพราะถ้าจะอ่านภาษาญี่ปุ่นให้รู้เรื่องแบบคนญี่ปุ่นต้องจำคันจิให้ได้เป็น พันๆตัว

นอกจากนี้ ยังมีตัวอักษรอีกแบบหนึ่งที่เรียกว่า ตัวโรมันจิ ซึ่งก็คือตัวอักษรภาษาอังกฤษนั่นเอง จะใช้ในการแสดงเสียงต่างๆในภาษาญี่ปุ่น เช่น sayonara, Toyota, Honda เป็นต้น เหมาะสำหรับชาวต่างชาติที่เริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่นแต่ไม่ต้องการจำตัวอักษรกันใหม่


เรียนแบบฮิรากานะกับโรมันจิอันไหนดีกว่า

การเรียนการสอนภาษาญี่ปุ่นในโรงเรียนต่างๆ บางแห่งจะมีคอร์สให้เลือกอยู่ 2 ประเภทคือ

คอร์สที่ใช้ตัวโรมันจิสอน
คอร์สที่ใช้ตัวฮิรากานะ

ตัวโรมันจิ ซึ่งก็คือตัวอักษรภาษาอังกฤษนั่นเอง ดังนั้นการเรียนการสอนด้วยตัวโรมันจิ จึงเหมาะกับผู้ที่คิดว่าอยากจำภาษาญี่ปุ่นง่ายๆ ศัพท์ง่ายๆ ประโยคง่ายๆ แต่ไม่คิดจะเรียนอย่างจริงจังเท่าไร

จุดดีจุดเสียของโรมันจิ

จุดดี
ช่วยลดระยะเวลาในการเรียนในช่วงแรก เพราะไม่ต้องจำตัวอักษรใหม่ เรียนไม่นานก็พูดประโยคง่ายๆได้
จุดเสีย

- ถ้าเรียนจนชินจะไม่อยากจำตัวอักษรแบบอื่น
- หาหนังสืออ่านเพิ่มเติมยาก เพราะส่วนมากจะเขียนด้วยฮิรากานะ
- ความก้าวหน้าทางภาษามีข้อจำกัด
- อ่านหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นไม่ได้
- นำไปใช้สอบวัดระดับไม่ได้
- ความภูมิใจที่อ่านภาษาต่างประเทศได้ไม่มี


คอร์สที่สอนด้วยตัวฮิรากานะนั้น นักเรียนต้องหัดจำตัวอักษรใหม่ อาจจะดูเหมือนยากเป็นเรื่องลำบาก แต่ในความเป็นจริงแล้วฮิรากานะมีให้จำไม่กี่ตัว ตอนแรกอาจจะลำบากแต่ก็ไม่ยากจนเกินไป ถ้าพยายามหน่อยส่วนมากแล้วนักเรียนจะจำกันได้หมดทุกคน

จุดดีจุดเสียของฮิรากานะ

จุดดี
- อ่านหนังสือการ์ตูนที่มีคำอ่านประกอบได้
- มีหนังสือให้อ่านประกอบมากมาย
- จำเป็นในการสอบวัดระดับ
- รู้สึกสนุกที่อ่านภาษาญี่ปุ่นที่คนญี่ปุ่นเขียนออก
จุดเสีย
จะรู้สึกยากในช่วงแรกๆ เพราะต้องจำใหม่หมดทุกตัวอักษร

คันจิมีกี่ตัว และ ต้องจำกี่ตัวจึงจะอ่านหนังสือได้

คันจิดูเหมือนจะเป็นกำแพงสูงอันหนึ่งสำหรับผู้เรียนภาษาญี่ปุ่นต้องปีนข้ามไปให้ได้ ไม่ใช่แค่นักเรียนต่างชาติเท่านั้น เด็กญี่ปุ่นเองก็ต้องเรียนต้องจำคันจิกันตั้งแต่เด็กๆ

คันจิในภาษาจีนมีมากมายเป็นหมื่นๆตัว แต่ที่ญี่ปุ่นนำมาใช้มีไม่กี่พันตัว คันจิที่ถูกกำหนดให้คนญี่ปุ่นต้องเรียนในการศึกษาภาคบังคับ มีทั้งหมด 1945 ตัว (จบ ม.3)

ตารางแสดงจำนวนคันจิที่เด็กญี่ปุ่นต้องเรียน
ระดับ
จำนวนคันจิที่เรียน (ตัว)
หมายเหตุ
ป.1
80
ป.2
240
ป.3
440
ป.4
640
ป.5
825
ป.6
1006
ม.1
1322
ม.2
1608
ม.3
1945
คนปกติทั่วไป
คนธรรมดา
ประมาณ 3000
ถือว่ายังปกติ
ปรมาจารย์
ประมาณ 6000
คนบ้า!
ข้อมูลจาก http://www.kanken.or.jp

ดังนั้นคนที่อยากอ่านหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่นได้ ควรจำให้ได้อย่างน้อย 1945 ตัว ถ้าเปรียบเทียบกับสอบวัดระดับที่มีไว้สำหรับนักเรียนต่างชาติคือ ประมาณระดับ 1(ระดับสูงสุด)

แต่ถ้าต้องการเป็นเซียน อยากอ่าน ชื่อคน ชื่อสถานที่ ชื่อสัตว์ ชื่อพืช หรือคันจิที่ไม่ค่อยนิยมเขียน ได้ด้วย รวมๆแล้วอาจจะต้องจำคันจิให้ได้มากกว่า 3000 ตัว

ตัวอย่างคันจิ 1945 ตัว

จำเป็นต้องเรียนคันจิหรือเปล่า

ถ้าต้องการเรียน

เพื่อฝึกพูดบนสนทนาพื้นฐานเท่านั้น
เพื่อพออ่านออกเขียนได้บ้าง
ไม่คิดจะไปสอบวัดระดับ
ไม่คิดจะไปเรียนต่อประเทศญี่ปุ่น

ถ้ามีเป้าหมายไม่ไกลมากนัก คันจิไม่จำเป็นต้องเรียน เอาเวลาจำฮิรากานะหรือคาตาคานะให้ขึ้นใจอาจจะดีกว่า

แต่... ถ้าต้องการ

อ่านหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น
อ่านหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่น
สอบวัดระดับ
ไปเรียนต่อประเทศญี่ปุ่น
เพราะว่าอยากเรียน

คันจิควรเรียนพร้อมไปด้วย ยิ่งจำได้เยอะยิ่งดี

เรียนนานไหมกว่าจะพูดได้

การจะพูดให้เก่งเหมือนเจ้าของภาษานั้น ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เป็นต้นว่า

หลักสูตรที่เรียน ถ้าดีก็จะเก่งเร็ว
ระยะเวลาในการเรียน ถ้าเรียนน้อยก็ได้น้อย เรียนมากได้มาก
อาจารย์ผู้สอน ถ้าเก่งก็โชคดี
สภาพแวดล้อม ถ้าเอื้ออำนวยกับการเรียนการฝึก ก็เป็นเรื่องดี
เรียนที่ญี่ปุ่นหรือไทย ถ้าไปเรียนที่ญี่ปุ่นปีสองปีก็เก่ง


และที่สำคัญที่สุด... คงขึ้นอยู่กับตัวนักเรียนเอง

ศาสตร์ทุกศาสตร์ล้วนยากแท้...ภาษาก็เป็นศาสตร์ชนิดหนึ่งไม่ได้เก่งในวันเดียว ควรให้เวลากับมันบ่อยๆ ฝึกทบทวนสม่ำเสมอ พยายามกล้าพูดกล้าแสดงออก ไม่กลัวผิด

เรียนเมืองไทย VS เรียนที่ญี่ปุ่น

คงไม่มีวิธีการไหนที่จะทำให้เก่งภาษาได้เร็วได้เท่า การไปเรียนภาษาในประเทศเจ้าของภาษา ไม่ว่าโรงเรียนในเมืองไทยจะดีแค่ไหน อาจารย์ผู้สอนจะเก่งอย่างไร ถ้าความสามารถและความขยันของนักเรียนคนนั้นเท่ากัน อย่างไรก็สู้ไปเรียนในประเทศนั้นๆไม่ได้ อย่างน้อยสภาพแวดล้อมจะเป็นตัวบังคับให้นักเรียนต้องพูด ต้องฝึก ต้องต่อสู่กับการดำรงชีวิตด้วยภาษาของประเทศนั้นๆ โอกาสที่จะได้ฟังเจ้าของภาษาพูด โอกาสที่จะได้พูดกับเจ้าของภาษามีมากกว่าแน่นอน

จุดดีจุดเสียของการไปเรียนที่ประเทศเจ้าของภาษา

จุดดี
จุดเสีย
- ได้ฟังสำเนียงของจริงทุกวัน
- สภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยในการเรียน
- โอกาสเก่งเร็วสูงมาก
- ได้เที่ยวได้เห็นสิ่งที่เคยอยากเห็น
- เป็นประสบการณ์ชีวิตที่มีค่ามาก

- แพง
- เหงา คิดถึงบ้าน

ระยะเวลา
หลักสูตรในโรงเรียนภาษาญี่ปุ่น(ในญี่ปุ่น)จะมีตั้งแต่ระยะสั้น จนถึง 1 ปี หรือ 1 ปีครึ่ง จะเลือกเรียนคอร์สไหนนั้น คงขึ้นอยู่กับเป้าหมายและทุนของนักเรียน แต่ถ้าต้องการภาษาญี่ปุ่นที่เอาไปใช้งานได้อย่างจริงจัง ควรเรียนคอร์สตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป แน่นอนยิ่งนานยิ่งดีถ้ามีทุน

สำหรับในเมืองไทย ส่วนใหญ่เปิดสอนแค่ระดับเบื้องต้นคือประมาณสอบวัดระดับ 4 และ 3 ระยะเวลาในการเรียนแล้วแต่หลักสูตรที่ทางโรงเรียนนั้นกำหนดหรือจัดทำขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม คนที่ไปเรียนถึงญี่ปุ่นแต่กลับมาแบบไม่ได้อะไรเท่าที่ควรจะได้ก็มี ความตั้งใจ การใช้เวลาและโอกาสให้คุ้มค่า ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่นักเรียนควรนำมาคิดด้วย

คนที่อยากเก่งภาษาญี่ปุ่น ชอบอะไรที่เกี่ยวกับญี่ปุ่น แน่นอนทุกคนคงอยากไปเรียนที่ประเทศญี่ปุ่น ตอนนี้ในเมืองไทยก็มีหลายสถาบันเหมือนกันที่ให้คำแนะนำแก่นักเรียนในเรื่องนี้

ถ้าทุนไม่พอ ก็คงต้องตั้งหน้าตั้งตาเรียนที่เมืองไทยหรือสอบชิงทุนเอา แต่ถ้าคิดว่าการลงทุนครั้งนี้น่าจะคุ้ม(ซึ่งน่าจะคุ้ม) ก็น่าทดลอง

การสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่น คืออะไร?

การสอบวัดระดับความสามารถทางภาษาญี่ปุ่น (Japanese Language Proficiency Test: JLPT) หรือที่มักเรียกสั้นๆว่า สอบวัดระดับ เป็นการสอบเพื่อวัดความรู้ทางภาษาญี่ปุ่นของคนต่างชาติที่ไม่ใช่คนญี่ปุ่น

มีทั้งหมด 4 ระดับ คือ

ระดับ ความยาก ความสามารถ
4
ง่ายสุด
   อ่าน พูด เขียน โต้ตอบประโยคง่ายๆได้
3
  พอเริ่มโต้ตอบหรือแสดงความคิดเห็นของตนเองได้
2
  เริ่มเก่ง เริ่มอ่านหนังสือยากๆได้ พอเป็นล่ามได้
1
ยากสุด
อ่านหนังสือพิมพ์ได้ แสดงความคิดเห็นในเรื่องยากๆได้ เริ่มกลายเป็นคนญี่ปุ่น
หมายเหตุ:  
- สอบวัดระดับจะจัดสอบพร้อมกันทั่วโลกทุกปี ในวันอาทิตย์แรก ของเดือนธันวาคม
- จะเปิดรับสมัครช่วงเดือนสิงหาคมของทุกปี สมัครช้าหมดสิทธิสอบ

ความยากง่ายของแต่ระดับ

ระดับ ความยาก
4
   ไม่ยากมาก นักเรียนส่วนมากถ้าพยายามก็สอบผ่าน
3
   ใช้เวลาเรียนประมาณ 2 เท่าของระดับ 4 ถ้าตั้งใจโอกาสสอบผ่านมีสูง
2
ยากกว่าระดับ 3 มาก เด็กเรียนเอกญี่ปุ่นในมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ตั้งเป้าเอาไว้ที่ระดับนี้ แต่ถ้าไปเรียนที่ญี่ปุ่น(โรงเรียนสอนภาษา) ประมาณ 1 ปีก็สอบผ่าน
 
1
ยากกว่าระดับ 2 มาก คนที่เรียนแต่ในเมืองไทยเปอร์เซนต์สอบผ่านยังน้อยอยู่ แต่ถ้าคนไปเรียนที่ญี่ปุ่น เรียนประมาณ 1 ปีครึ่ง โอกาสสอบผ่านสูง


การสอบไม่ใช่เครื่องมือวัดความสามารถได้ 100 % นักเรียนที่เก่งไม่จำเป็นต้องสอบผ่าน เช่นเดียวกัน นักเรียนที่สอบผ่านไม่จำเป็นต้องเก่งเสมอไป แต่ถ้า...เรียนแล้วพูดได้ แถมสอบได้อีก นอกจากความภูมิใจในความสามารถของตนเองแล้ว ยังมีสิ่งดีๆตามมาอีกมากมาย


สอบวัดระดับผ่านแล้วมีอะไรดี

สอบวัดระดับ เป็นข้อสอบวัดความสามารถทางภาษาญี่ปุ่นที่ทั่วโลกยอมรับ และเป็นที่รู้จักทั่วไปไม่ว่าจะเป็น สถาบันการศึกษาต่างๆ บริษัทที่จ้างคนงานต่างชาติ บริษัทจัดหาล่าม ฯลฯ

ถ้าท่านต้องการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในประเทศญี่ปุ่น(ระดับปริญญาตรี) ท่านต้องผ่านระดับ 2 หรือ 1 ก่อน ซึ่งจะเป็นระดับไหนนั้นแล้วแต่ทางมหาวิทยาลัยนั้นๆกำหนด

ท่านที่ต้องการทำงานเป็นล่าม เป็นไกด์ หรือ ทำงานในบริษัทญี่ปุ่นทั่วไป บางบริษัทจะใช้ผลสอบนี้เป็นตัวพิจารณา การว่าจ้าง หรือ กำหนดเงินเดือนของท่าน

แต่ก็มีหลายบริษัทที่ใช้ผลสอบเป็นแค่ข้อมูลอ้างอิงเท่านั้น ตัวตัดสินจริงๆอยู่ที่ความสามารถจริงๆของผู้สมัคร

สอบเอาไว้ ถ้าผ่านมีแต่เรื่องดีๆไม่มีเสียนอกจากเงินค่าสมัครไม่กี่ร้อยบาทเท่านั้น ถ้าสอบผ่านอย่างน้อย... ก็ เป็นความภูมิใจลึกๆส่วนตัว

ภาษาญี่ปุ่นกับภาษาจีน ภาษาไหนยากกว่ากัน

ตัวอักษรภาษาญี่ปุ่น ดั้งเดิมมาจากภาษาจีนหรือที่เราเรียกกันว่า คันจิ ซึ่งญี่ปุ่นยืมมาใช้ ต่อมา ญี่ปุ่นดัดแปลงตัวอักษรคันจิ เป็น ฮิรากานะ และ คาตาคานะ เพื่อใช้แสดงเสียงต่างๆในภาษาญี่ปุ่น แต่คันจิก็ยังคงใช้อยู่ในปัจจุบัน

ตัวอักษร

ถ้าดูแค่ตัวอักษร ภาษาจีน กับ ภาษาญี่ปุ่น จึงใกล้เคียงกันมากเพราะมีคันจิใช้เหมือนกัน แต่ถึงจะใกล้เคียงกันก็ใช่ว่าจะเหมือนกันทุกอย่าง เพราะบางตัวเมื่อก่อนเขียนเหมือนกันแต่เดี๋ยวนี้เขียนไม่เหมือนกัน บางตัวที่เขียนเหมือนกัน แต่ความหมายคนละอย่างก็มี

ไวยากรณ์

ภาษาจีนจะมีโครงสร้างประโยคและลำดับของคำเหมือนภาษาไทย แต่ไม่เหมือนภาษาญี่ปุ่นจะว่าตรงกันข้ามกันเลยก็ว่าได้

ภาษาไหนยากกว่ากัน

ในการเรียนภาษาต่างประเทศมีเรื่องสำคัญอย่างน้อย 3 เรื่องที่นักเรียนต้องผ่านไปให้ได้คือ

ดังนั้นภาษาไหนยากกว่ากัน  คงต้องแยกเป็นหัวข้อไป เช่น สำเนียง ตัวอักษร ไวยากรณ์ 

สำเนียง

มีหลายเสียงในภาษาจีนที่คนไทยออกยาก เช่นเดียวกัน ก็มีหลายเสียงในภาษาญี่ปุ่นที่ไม่มีในภาษาไทย ยากง่ายคงแล้วแต่คน

ตัวอักษร

ตัวอักษร จีน ยากสุด เพราะเขียนยาก และต้องจำเยอะกว่าเพื่อน ภาษาญี่ปุ่นถ้าต้องการเรียนอย่างจริงจังก็ต้องจำตัวอักษรคันจิเหมือนกัน ยากง่ายอย่างไรคงต้องแล้วแต่ความพยายามของผู้เรียน

สำหรับคนไทย 

ถ้ามองจากไวยากรณ์ คนไทยจะเข้าใจภาษาจีนได้ง่ายกว่าญี่ปุ่น เพราะไวยากรณ์คล้ายกัน แต่ถ้าต้องเขียนด้วย อ่านด้วย ภาษาจีนจะยากกว่าภาษาญี่ปุ่น  เพราะต้องจำคันจิอย่างเดียว ไม่มีฮิรากานะ แบบญี่ปุ่น 

แต่อย่างไรก็ตาม ภาษาทุกภาษาในโลกล้วนยากแท้ ยากหรือง่ายนั้น ความพยายามของผู้เรียนนั่นแหล่ะเป็นตัวพิสูจน์



โฮคุโตะอยู่ที่ไหน

โฮคุโตะเป็นโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่น อยู่ที่จังหวัดในเชียงใหม่

สถานที่ติดต่อ

โฮคุโตะใช้หนังสืออะไรสอน


ระดับเบื้องต้น   ใช้หนังสือเรียนที่ทางโรงเรียนจัดทำขึ้นเอง
ระดับกลาง        ใช้หนังสือเรียนที่มีขายทั่วไปตามท้องตลาด

ก่อนที่จะเปิดโรงเรียน ทางทีมงานของโฮคุโตะซึ่งมี อาจารย์ ดร. นิชิคิโตะ และ เว็บมาสเตอร์ของ hokutoda.com เป็นแกนหลัก ได้ปรึกษากันเกี่ยวกับหนังสือเรียนที่จะใช้สอน ทางทีมงานได้ศึกษา เนื้อหาของหนังสือที่มีขายทั่วไปตามท้องตลาด และ หนังสือเรียนที่ใช้สอนนักเรียนต่างชาติในประเทศญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นหรือมหาวิทยาลัยบางแห่ง ในที่สุดก็สรุปว่า

ถ้าจะสอนคนไทย...

ควรใช้หนังสือเรียนที่ทำให้ นักเรียนไทย (ชาติอื่นไม่สน) เข้าใจง่ายที่สุด
ลำดับของไวยากรณ์ที่ เหมาะกับการเรียนรู้ของนักเรียนไทย
คำอธิบายที่ชัดเจน เข้าใจง่าย ตามความรู้สึกของคนไทย
ประโยคตัวอย่างที่น่าสนใจ อ่านแล้วคนไทยรู้สึก สนุก และ นำไปใช้ได้จริงๆ

นอกจากนั้น การจัดทำหนังสือเรียนเอง ทำให้เราสามารถกำหนดสิ่งต่างๆที่จำเป็นในการเรียนการสอนได้ เช่น ความยากง่าย ลำดับของไวยากรณ์ ระยะเวลาที่จำเป็นของแต่ละคอร์ส การสับเปลี่ยนเนื้อหา การปรับปรุงเนื้อหา ฯลฯ

เหล่านี้เป็นที่มาของการจัดทำหนังสือเรียนภาษาญี่ปุ่นเบื้องต้น 1,2 และ 3

อาจารย์คนญี่ปุ่นหรือคนไทย

เบื้องต้น 1 อาจารย์คนญี่ปุ่น
เบื้องต้น 2 อาจารย์คนญี่ปุ่น
เบื้องต้น 3 อาจารย์คนไทย
คอร์สสนทนา อาจารย์คนญี่ปุ่น
คอร์สระดับกลาง อาจารย์คนญี่ปุ่น
คอร์สติวสอบ อาจารย์คนไทย

อาจารย์คนญี่ปุ่นของโฮคุโตะทุกท่าน พูดภาษาไทยเก่งทุกคน ดังนั้น นักเรียนสามารถถามข้อสงสัยเป็นภาษาไทยได้ถ้าจำเป็น

เรียนคอร์สละกี่คน

เริ่มเปิดคอร์สตั้งแต่ 8 คนขึ้นไป

สอนคันจิหรือเปล่า

จะเริ่มสอนที่ Book 3 แต่
ไม่บังคับ

ถ้าการสอนคันจิ หรือ การใช้หนังสือที่ต้องอ่านตัวคันจิ ทำให้เวลาที่ใช้ในการสนทนาในห้องเรียนสั้นลง นักเรียนรู้สึกยากเกินไป
เราเลือกที่จะไม่สอนคันจิ

ดังนั้นหนังสือเรียนของ Book 3 ยังคงมีแต่ฮิรากานะ คาตาคานะ ซึ่งนักเรียนที่ไม่เวลาจำคันจิจะไม่มีปัญหาในการอ่านหรือการทำแบบฝึกหัดแต่อย่างใด

ส่วนนักเรียนที่ต้องการเรียนคันจิ โดยเฉพาะผู้ที่มีเป้าหมายชัดเจนว่า อยากสอบวัดระดับ

ทางโรงเรียนจะสอนวิธีจำคันจิให้ต่างหาก และมีหนังสือฝึกเรียนคันจิประกอบบทเรียนไปด้วย และ จะมีการ
ทดสอบทุกครั้งประมาณ 5 นาทีก่อนเรียน กว่าจะจบคอร์ส คันจิที่จะผ่านตานักเรียนจะเพียงพอที่จะสอบวัดระดับ 4 ได้

นักเรียนจะจำได้ทั้งหมดหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับความพยายามของนักเรียนเอง

สอนแบบโรมันจิด้วยหรือเปล่า

ทางโรงเรียนไม่มีนโยบายสอนด้วยตัวโรมันจิ โรมันจิจะใช้ช่วยในการสอนของ Book 1 เท่านั้น อ่านเหตุผลเพิ่มเติมที่นี่

มีคอร์สนทนาอย่างเดียวไหม

ณ ขณะนี้ทางโรงเรียนเปิดคอร์สนทนาเพียงคอร์สเดียว เป็นคอร์สสำหรับนักเรียนที่มีความรู้ประมาณระดับ 4 หรือเทียบเท่าแล้วเท่านั้น รายละเอียดคอร์สสนทนา

เรียนกี่คอร์สจึงจะสอบวัดระดับได้

สำหรับทางโรงเรียน เนื้อหาที่จำเป็นสำหรับการสอบวัดระดับความสามารถทางภาษาญี่ปุ่น

สอบวัดระดับ 4      เบื้องต้นทั้ง 3 คอร์ส        (+ ติวสอบ )
สอบวัดระดับ 3      ระดับกลางทั้ง 5 คอร์ส     (+ ติวสอบ )

จะสอบผ่านหรือไม่นั้น มีปัจจัยหลายอย่าง เช่น เรียนครบเนื้อหาที่กำหนดในข้อสอบระดับนั้นๆหรือไม่ เตรียมตัวดีแค่ไหน เก็งข้อสอบตรงหรือไม่ หรือ บางคนก็อาศัยมากับ ดวง

ถ้าแม่นไวยากรณ์และจำคำศัพท์ได้เพียงพอไม่จำเป็นต้องติวสอบก็ผ่านได้ หรือ บางคนเรียนยังไม่จบทั้งหมดแต่เน้นการทำข้อสอบเก่าตอนติวสอบ โอกาสผ่านก็มี

ถ้าเคยเรียนมาแล้วเรียนได้ไหม

ได้ทุกคน

เพียงแต่เรามีการทดสอบเล็กน้อยเพื่อประเมินความสามารถของนักเรียน บททดสอบนั้นไม่ยากเลย เพียงแค่คุยและตอบคำถามกับอาจารย์ไม่กี่นาทีเท่านั้น หลังจากนั้นทางเราจะแนะนำ(ไม่บังคับ) คอร์สที่เหมาะกับนักเรียน ถามความเห็นของนักเรียน และให้นักเรียนเป็นคนตัดสินใจ

การประเมินความสามารถของนักเรียนทำขึ้น
เพราะเราต้องการให้นักเรียนทุกคน เรียนสนุก ไม่รู้สึกกดดันจากสิ่งที่ตนเองลืมหรือไม่รู้

ออกใบรับรองให้ไหม

ไม่มีใบรับรองหลังจบคอร์ส

แต่.... นักเรียนที่ต้องการสามารถขอได้เป็นรายบุคคล

เหตุผลที่ไม่มีนโยบายออกใบรับรองให้กับนักเรียนทุกคนหลังจบคอร์สเพราะ

ใบรับรองของทางโรงเรียน   ไม่ศักดิ์สิทธิ์พอ
ประกาศนียบัตรสอบวัดระดับ   ผู้เกี่ยวข้องกับภาษาญี่ปุ่นทุกคนทั่วโลกรู้จัก

ทางโรงเรียนจะพยายามแนะนำนักเรียนทุกคนให้สร้างเป้าหมายในการเรียนภาษาญี่ปุ่นเอาไว้ว่า

ใบรับรองที่นักเรียนจะได้นั้น ควรเป็นใบรับรองที่ผู้เกี่ยวข้องกับการเรียนภาษาญี่ปุ่นทั่วโลกรู้จัก และนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับนักเรียนจริงๆ   แน่นอน.... ถ้าต้องการจากเรา เราสามารถออกให้ได้ทันที