การใช้
よ และ ね เป็นเรื่องยากเรื่องหนึ่งสําหรับคนที่เพิ่งเรียนภาษาญี่ปุ่นใหม่ๆ
หลายๆคนรู้ว่าคําเหล่านี้คล้ายๆกับคําว่า นะ เนาะ จ๊ะ ในภาษาไทย แต่ก็น้อยคนที่ใช้คําเหล่านี้ได้อย่างถูกต้องตั้งแต่แรก
ใช้ถูกใช้ผิด ฟังคนญี่ปุ่นมากๆ ลองเลียนแบบไปเรื่อยๆพอมาถึงช่วงหนึ่งก็จะเริ่มเข้าใจความแตกต่างของคําเหล่านี้
คําเหล่านี้ใช้ผิดก็ไม่มีปัญหามาก แต่ถ้าสามารถใช้ได้อย่างถูกต้องความเป็นธรรมชาติของภาษาก็จะเกิดขึ้น
ก็คล้ายๆกับคนต่างชาติที่อยู่เมืองไทย หัดพูด ค่ะ นะคะ ของภาษาไทย คนต่างชาติที่หัดเรียนภาษาไทยเขาก็งงเหมือนกันว่าเมื่อไหร่ใช้
ค่ะ เมื่อไหร่ใช้ นะ เมื่อไหร่ใช้ นะคะ การใช้
よ และ ね อย่างที่บอกไปเป็นเรื่องยากเรื่องนึงในภาษาญี่ปุ่น ยากขนาดเป็นหัวข้อวิจัยในระดับปริญญาโทหรือเอกเลยทีเดียว
คนที่อยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น ไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไร เพราะได้ฟังคนญี่ปุ่นพูดอยู่ทุกวัน
ไม่นานก็คงเข้าใจความแตกต่าง แต่คนที่ไม่ค่อยมีโอกาสพูดคุยกับคนญี่ปุ่น
ถ้าไม่มีคนสอน ไม่มีตําราบอกก็ยากเหมือนกันที่จะเข้าใจวิธีใช้
ขอสรุปวิธีการใช้ ที่ใช้บ่อยๆ เข้าใจง่ายๆ ลองอ่านดู
การใช้ ね
วางไว้หลังประโยคเพื่อแสดงความรู้สึกของผู้พูดต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
และพร้อมกันนั้นจะดึงผู้ฟังให้เห็นด้วยกับสิ่งนั้นว่าคุณก็เห็นด้วยใช่ไหม
(จะเห็นด้วยหรือไม่ แล้วแต่ความเห็น ความรู้สึกของผู้ฟัง) ในกรณีนี้จะออกเสียงตํ่า
เป็น เน่ เช่น
A: あつくなりましたね。
เริ่มร้อนแล้วเนาะ
B: ええ、そうですね。
อืม ใช่
จากตัวอย่าง A รู้สึกว่าอากาศเริ่มร้อนแล้วก็แสดงความรู้สึกเกี่ยวกับอากาศออกมาว่าอากาศตอนนี้เริ่มร้อนแล้ว
พร้อมกันนั้นก็ดึง B ซึ่งเป็นผู้ฟังให้เห็นด้วยกับเรื่องนั้นว่าคุณก็คิดเหมือนกับผมใช่ไหม
ในตัวอย่างนี้ B เห็นด้วยกับความคิดของA ก็เลยตอบไปว่า ใช่ เริ่มร้อนแล้วเนาะ
นอกจากนี้ ถ้าออกเสียงเป็น เน้(เสียงสูง) หรือ
เนะ จะเป็นการถามให้แน่ใจว่าสิ่งที่เราคิดหรือทราบมานั้นถูกหรือไม่ซึ่งจะทำหน้าที่เหมือนกับ
か (ですか、ますか)ซึ่งใช้กับประโยคคำถาม
あしたテストですね。
พรุ่งนี้มีสอบใช่ไหม
わかったね。
เข้าใจแล้วนะ
ね ไม่จำเป็นต้องใส่ไว้ท้ายประโยคเสมอไป สามารถใช้ตรงส่วนไหนของช่วงต่อของประโยคก็ได้
ในกรณีนี้ ね จะทำหน้าที่ดึงดูดความสนใจของผู้ฟังให้ตั้งใจฟังเรื่องที่กำลังพูดถึง
ประโยคที่ใช้ ねลักษณะนี้ ส่วนมากจะเป็นบทสนทนาที่ไม่ค่อยเป็นทางการเท่าไร
อย่างเช่น บทสนทนาระหว่างพ่อกับลูก ระหว่างเพื่อนวัยเดียวกัน
A: けさね。
เมื่อเช้านี้น่ะ
B: うん。
อืม
A: ロビンソンへいったらね。
พอไปที่โรบินสันนะ
B: うん。
อืม
A: C
さんにあったよ。
เจอคุณ
C ด้วยล่ะ
B: うそ。
จริงเปล่า
การใช้ よ
よ จะใช้ในกรณีที่ผู้พูดต้องการบอกเรื่องราวหรือข้อมูลที่ตนเองมีอยู่ให้ผู้ฟังทราบ
เรารู้แต่เขาไม่รู้ หรือ อาจจะไม่รู้
A: タイ料理は辛いですか。
タイりょうりはからいですか。
อาหารไทยเผ็ดไหมครับ
B: 少し辛いですけど、でも、とても美味しいですよ。
すこしからいですけど、でも、とてもおいしいですよ。
เผ็ดนิดหน่อยครับ แต่อร่อยมากเลยนะ(จะบอกให้)
ในประโยคนี้ A อาจจะเป็นคนต่างชาติที่มาเที่ยวประเทศไทยและยังไม่เคยทานอาหารไทยมาก่อน
ดังนั้นจึงไม่รู้ว่าอาหารไทยเผ็ดหรือไม่เผ็ด ส่วน B อาจจะเป็นคนไทยอีสานที่ชอบทานเผ็ดดังนั้นจึงรู้ว่าอาหารไทยเป็นอย่างไร
ก็เลยตอบไปว่าอาหารไทยนะเผ็ดก็จริงแต่อร่อยนะ เป็นการให้ข้อมูลที่ตนเองทราบให้ผู้ฟังรับรู้
A:
C さんは日本語が話せますか。
C さんはにほんごがはなせますか。
คุณ
C พูดภาษาญี่ปุ่นได้หรือเปล่า
B: とても上手ですよ。
とてもじょうずですよ。
เขาเก่งมากเลยล่ะครับ(จะบอกให้)
ในประโยคนี้ A ไม่ทราบว่าคุณ C พูดภาษาญี่ปุ่นได้หรือไม่
แต่เรื่องนี้คุณ B ทราบก็เลยตอบไปว่า เขาเก่งมาก
นอกจากนี้ よจะใช้ในกรณีที่ต้องการบอกความคิดความรู้สึกของตนเองว่าคิดอย่างไร
กับสิ่งนั้นๆไม่สนใจว่าผู้ฟังจะคิดเหมือนกันหรือไม่ ผมคิดอย่างนี้
รู้สึกอย่างนี้ อันนี้คือความคิดของผม เช่น
A: 今日のテスト、あまり難しくなかったね。
きょうのテスト、あまりむずかしくなかったね。
ข้อสอบวันนี้
ไม่ค่อยยากเลยเนาะ
B: いや、難しかったよ。
いや、むずかしかったよ。
อืมมมม....ยาก(ใครว่าไม่ยาก)
A ต้องการบอกว่าข้อสอบวันนี้ไม่ค่อยยากเท่าไรแล้วก็คิดว่า
B คงคิดคล้ายๆกัน แต่ B ก็ตะโกนออกมาดังลั่นว่าไม่จริงๆ B ใส่ よ เข้าไปเพื่อต้องการบอกกับ
A ว่าคุณคิดอย่างงัยผมไม่ทราบ แต่สำหรับผมแล้วผมคิดว่ามันยาก
การใช้よ ต้องระวังนิดหน่อยโดยเฉพาะเมื่อเวลาคุยกับผู้ใหญ่
หรือ ถึงแม้จะเป็นบทสนทนากับเพื่อนก็ตาม ถ้าใช้มากเกินความจำเป็นอาจจะทำให้ถูกมองว่าเป็นพวกหยิ่ง
เอาความคิดตนเป็นหลักไม่สนใจความคิดของคนอื่น
แต่บางกรณีการใส่ よก็จะดีกว่าไม่ใส่เหมือนกัน
เช่น เพื่อนอกหักกำลังเสียใจ ต้องการปลอบเพื่อนว่าผู้ชายไม่ได้มีคนเดียวในโลกก็ใส่
よ เข้าไปให้ประโยคที่พูดมันหนักแน่นมากยิ่งขึ้นซึ่งจะทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าเราตั้งใจฟังเข้าใจปัญหาของเขาเลยแสดงความคิดเห็นของตนเองออกมา
大丈夫だよ。
だいじょうぶだよ。
ไม่เป็นไรหรอกน่า
การใช้よね
คำนี้ใช้เน้นความคิดของผู้พูดว่าคิดอย่างนี้
แล้วพร้อมกันนั้นก็ดึงผู้ฟังให้เห็นด้วยกับความคิดของตนเอง เป็นการนำหน้าที่การทำงานของทั้ง
よ และ ね มารวมกัน
A: 今週の金曜日は休みですよね。
こんしゅうのきんようびはやすみですよね。
วันศุกร์นี้เป็นวันหยุดเนาะ (ผมจำได้
ผมคิดว่าน่าจะใช่ แล้วคุณก็คงคิดว่าใช่ใช่ไหม)
B: ええ、そうです。
ใช่
ในประโยคนี้ A จำได้ว่าวันศุกร์นี้เป็นวันหยุด คิดว่าน่าจะเป็นวันหยุดแน่ๆ(การใช้
よ) แต่ความจริงแล้ว A ก็ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไรก็เลยถาม B ไปเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้ตัวเองว่า
B ก็คงคิดเช่นเดียวกัน(การใช้ ね)
あの人、すごい格好いいですよね。
あのひと、すごいかっこういいですよね。
เขา
เท่ห์มากเลยเนาะ(ฉันคิดอย่างนี้ แล้วเธอก็คิดเหมือนฉันใช่ไหมว่าเขาเท่ห์มาก)
期末試験は確か、来週の月曜日からですよね。
きまつしけんはたしか、らいしゅうのげつようびからですよね。
สอบไล่
ถ้าจําไม่ผิด เริ่มตั้งแต่วันจันทร์หน้าเนาะ(เน้นข้อมูลที่มีอยู่ของตนเอง
พร้อมกับถามให้แน่ใจว่าข้อมูลถูกต้อง)
よね ถ้าดูผิวเผินจะมีความหมายใกล้เคียงกับ ね มาก
แต่เนื่องจากมี よ อยู่ด้วย ดังนั้นความหนักแน่นในความคิด ความรู้สึกของผู้พูดจึงมีมากกว่า
ねเฉยๆ
ที่อธิบายไปทั้งหมดก็เป็นใช้ よ、ね、よね อย่างง่ายๆ
ก็ลองนําไปใช้ดู แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น คําเหล่านี้จะใช้ให้เก่งต้องฟังมากๆ
เลียนแบบมากๆ ตอนแรกใช้ผิดใช้ถูกก็ไม่เป็นไร แต่อย่าไปผิดแบบว่า เปลี่ยนลําดับจาก
よね เป็น ねよ ถ้าผิดแบบนี้มันรุนแรงเกินไปยากจะให้อภัย ねよ มันไม่ใช่ภาษาญี่ปุ่น
このサイトはすごくためになるよね。
|